การขยายตัวของแอปพลิเคชันองค์กรกำลังกลายเป็น
“ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ด้านไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ผลวิจัยล่าสุดพบว่า
ธุรกิจจำนวนมากใช้งานแอปพลิเคชันกระจัดกระจายเกินกว่าระบบกำกับดูแลข้อมูลประจำตัว
(Credential
Governance) จะรองรับได้ทัน
โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
(SMB)
ที่ยังขาดทั้งบุคลากร เครื่องมือ
และการมองเห็นสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลอย่างครบถ้วน
รายงาน “State of
Workforce Password Security 2026” ซึ่งจัดทำโดย Tigon
Advisory Corp. ในนามของ Zoho สำรวจผู้ตอบแบบสอบถามกว่า
3,322 ราย ครอบคลุม 9 ภูมิภาค 6 อุตสาหกรรม และ 12 ตำแหน่งงานทั่วโลก
สะท้อนภาพตรงกันว่า องค์กรจำนวนมากตระหนักถึงภัยไซเบอร์มากขึ้น
แต่โครงสร้างการจัดการอัตลักษณ์และสิทธิ์เข้าถึงยังล้าหลังกว่าความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “Application
Sprawl” หรือการใช้งานแอปพลิเคชันจำนวนมากแบบไร้ศูนย์กลาง
ซึ่งเพิ่มพื้นที่โจมตีทางไซเบอร์ (Attack Surface) อย่างต่อเนื่อง
ปัญหาไม่ใช่งบประมาณ
ผลสำรวจพบว่า 64% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิก ใช้งานแอปพลิเคชันทางธุรกิจมากกว่า 15 ระบบ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 5 จุด
และถือเป็นภูมิภาคที่มีการกระจายตัวของแอปสูงเป็นอันดับสองของโลก
ขณะที่พนักงานจำนวนมากต้องล็อกอินเข้าใช้งานหลายระบบในแต่ละวัน
ทั้งในรูปแบบการทำงานในสำนักงาน ไฮบริด และรีโมต
แม้องค์กรจะเพิ่มงบลงทุนด้านความปลอดภัย
แต่รายงานระบุว่า “ปัญหาหลักไม่ใช่งบประมาณ”
หากเป็นความซับซ้อนของสถาปัตยกรรมไอทีเดิม (Legacy Infrastructure)
ที่ทำให้การควบคุมสิทธิ์เข้าถึงและการมองเห็นข้อมูลประจำตัวยังไม่เชื่อมต่อกัน
ข้อมูลชี้ว่า 73% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิก ยังไม่มี “Identity Visibility” ที่ครบถ้วน หมายถึงไม่สามารถติดตามได้ชัดเจนว่า ใครเข้าถึงระบบใดอยู่บ้าง
มีบัญชีใดถูกปล่อยทิ้ง หรือมีสิทธิ์ใดที่ไม่มีเอกสารกำกับ
อีกด้าน 74% ขององค์กรในภูมิภาคมีแผนเพิ่มงบด้านความปลอดภัยในปี 2569 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ขณะที่ 66% ยังไม่ได้นำแนวคิด Zero
Trust มาใช้อย่างจริงจัง แม้หลายองค์กรระบุว่าจะเริ่มดำเนินการภายใน
1-3 ปีข้างหน้า
ภาพดังกล่าวสะท้อนความย้อนแย้งสำคัญของตลาดไซเบอร์ในปัจจุบัน
คือ “การรับรู้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการจัดการ”
เสี่ยงสูง รับมือ AI
ยังไม่ทัน
รายงานยังพบว่า 32% ขององค์กรใน เอเชียแปซิฟิก เคยเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งไม่สามารถยืนยันได้ด้วยซ้ำว่าระบบของตนถูกโจมตีหรือไม่
ซึ่งสะท้อนปัญหาการตรวจจับและการเฝ้าระวังที่ยังไม่สมบูรณ์
อีกมิติที่น่าสนใจคือบทบาทของ AI
ในระบบความปลอดภัยไซเบอร์ แม้ 91% ขององค์กรใน
เอเชียแปซิฟิก เชื่อว่า AI จะช่วยยกระดับความปลอดภัยได้
แต่มีเพียง 8% ของธุรกิจทั่วโลกที่ถูกประเมินว่า
“พร้อมใช้งานจริง” สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่าหลายองค์กรยังอยู่ในช่วง
“เชื่อมั่นเชิงแนวคิด” มากกว่าการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI
อย่างแท้จริง
องค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ AI
ในการตรวจจับความผิดปกติและภัยคุกคาม มากกว่าการใช้ AI เพื่อควบคุมสิทธิ์เข้าถึงแบบอิงความเสี่ยง (Risk-based Access
Control) ซึ่งสะท้อนว่า ตลาดยังมอง AI ในฐานะ
“เครื่องมือตรวจจับ” มากกว่า “แกนกลางของสถาปัตยกรรมความปลอดภัย”
แข่งกันที่ 'สถาปัตยกรรมดิจิทัล'
สำหรับ อุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI
มาใช้ ไม่ใช่ต้นทุน
แต่คือโครงสร้างระบบเดิมที่แยกส่วนและยากต่อการเชื่อมต่อ โดย 52% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกมองว่า Legacy Infrastructure เป็นข้อจำกัดหลัก ขณะที่ 48%
ระบุว่าการย้ายระบบมีความซับซ้อนสูง
แนวโน้มนี้มีนัยสำคัญต่อ
เอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจจำนวนมากขับเคลื่อนโดย SMB
แต่ธุรกิจขนาดเล็กกลับเป็นกลุ่มที่มี “จุดบอดด้านข้อมูลประจำตัว”
สูงที่สุด
ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งในองค์กรที่มีพนักงานต่ำกว่า
250 คน ระบุว่าไม่มีทีมความปลอดภัยเฉพาะทาง หลายองค์กรยังใช้สเปรดชีต
การจัดการด้วยมือ หรือแนวทางไม่เป็นทางการในการดูแลรหัสผ่านและสิทธิ์เข้าถึงระบบ
ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่หมายความว่า
ความเสี่ยงไซเบอร์ไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะองค์กรขนาดใหญ่
แต่กำลังกระจายไปยังห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด ผ่านคู่ค้า ซัพพลายเออร์
และระบบเชื่อมต่อระหว่างองค์กร
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ “องค์กรควรลงทุนเพิ่มหรือไม่” แต่คือ
"การลงทุนอย่างไรให้ลดความซับซ้อนของระบบลงได้จริง"
เพราะในยุคที่พนักงานหนึ่งคนใช้งานหลายสิบแอปพลิเคชันต่อวัน
ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากรหัสผ่านอ่อนแอเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการที่องค์กรไม่สามารถมองเห็น “อัตลักษณ์ดิจิทัล”
ของตนเองได้ครบถ้วนอีกต่อไป
ในระยะต่อไป
ประเด็นความปลอดภัยไซเบอร์จึงอาจไม่ใช่การแข่งขันเรื่องเครื่องมือป้องกันที่ล้ำสมัยที่สุด
แต่เป็นการแข่งขันด้าน “สถาปัตยกรรมดิจิทัล”
ว่าองค์กรใดสามารถลดความกระจัดกระจายของระบบ เชื่อมข้อมูลอัตลักษณ์เข้าหากัน
และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI ได้ก่อนกันมากกว่า
ที่มา :
กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 13 พ.ค. 2569