สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
(สวทช.) เปิดตัว “ThaiLLM” โมเดลปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยขนาดใหญ่
(Large Language Model: LLM) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน
AI ของประเทศ โดยความร่วมมือของกระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI), สวทช./เนคเทค (NECTEC)
และกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม DEF
ThaiLLM
ถูกพัฒนาในระดับใช้งานจริง โดยใช้ข้อมูลฝึกสอนมากกว่า 100
พันล้านโทเคน และมีโมเดลให้เลือกใช้งาน 2 ขนาด ได้แก่ 8 พันล้านพารามิเตอร์ และ 30
พันล้านพารามิเตอร์ รองรับการประมวลผลบนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ThaiSC ซึ่งทำให้ข้อมูลทั้งหมดถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศ
โครงการดังกล่าวมีบุคลากรเข้าร่วมพัฒนามากกว่า
700 คน และออกแบบให้รองรับการใช้งานในรูปแบบ Agentic AI ที่สามารถทำงานอัตโนมัติได้ ไม่จำกัดเพียงการโต้ตอบแบบแชต
แต่สามารถนำไปพัฒนาเป็นระบบอัตโนมัติและระบบช่วยตัดสินใจในองค์กร
ในระยะแรก ThaiLLM
เปิดให้ใช้งานผ่านโมเดลย่อย 4 รูปแบบ
จากทั้งหน่วยงานวิจัยและภาคเอกชนไทย ได้แก่ OpenThaiGPT-ThaiLLM-8B-Instruct-v7.2 โดย AIEAT,
Pathumma-ThaiLLM-qwen3-8b-think-3.0.0 โดย NECTEC,
Typhoon-S-ThaiLLM-8B-Instruct โดย SCB
10X และ THaLLE-0.2-ThaiLLM-8B-fa โดย KBTG
จุดสำคัญของ ThaiLLM
อยู่ที่การพัฒนาให้ข้อมูลภาครัฐ ภาคธุรกิจ และข้อมูลส่วนบุคคล
สามารถประมวลผลภายในประเทศ โดยไม่ต้องส่งออกไปยังระบบต่างประเทศ
ลดข้อจำกัดและความเสี่ยงจากการพึ่งพา AI ต่างชาติ
ขณะเดียวกัน
การฝึกโมเดลด้วยข้อมูลภาษาไทยโดยเฉพาะ ช่วยให้ระบบสามารถเข้าใจบริบท วัฒนธรรม
และรูปแบบการใช้ภาษาในประเทศได้แม่นยำมากขึ้น
ThaiLLM
ยังเปิดให้ใช้งานผ่าน API เพื่อให้นักพัฒนาสามารถนำไปต่อยอดได้ทันที
โดยรองรับรูปแบบการใช้งานที่เข้ากับ OpenAI SDK ช่วยให้สามารถปรับใช้กับระบบเดิมได้สะดวก
ภาคเอกชนไทยเริ่มนำ ThaiLLM
ไปใช้งานแล้วในหลายอุตสาหกรรม ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี
และการแพทย์ โดยมีทั้ง KBTG, SCB 10X และการนำไปใช้ในงานทดลองด้านการแพทย์ของ
VISTEC ซึ่งสะท้อนการนำ AI ไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ
นอกจากนี้
ยังเปิดให้ทดลองใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม ThaiLLM Playground ซึ่งรองรับการใช้งานแชต พร้อมแสดงผลลัพธ์ที่มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูล
เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของคำตอบ
การเปิดตัว ThaiLLM
สะท้อนทิศทางการพัฒนา AI ของไทย
ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถของประเทศ ควบคู่กับการควบคุมข้อมูลภายในประเทศ
และเปิดให้ภาคธุรกิจและนักพัฒนาเข้าถึงเทคโนโลยีในระดับใช้งานจริง
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 21 เมษายน 2569