ธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางดิจิทัลที่รุนแรงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลของเช็ค พอยท์ รีเสิร์ท พบว่า
องค์กรในประเทศไทยเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์เฉลี่ย 3,201 ครั้งต่อสัปดาห์ในปี
2568 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 164
จะเห็นได้ว่า
อีเมลเป็นช่องโหว่สำคัญที่มักจะถูกผู้โจมตีใช้เจาะระบบ
ด้วยอีเมลคือเส้นเลือดใหญ่ของการดำเนินธุรกิจ ทำหน้าที่สื่อสาร ติดต่อลูกค้า
ประสานงานซัพพลายเออร์ และยังใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน
แอนโทนี แชดด์
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ บริษัท ซิมบรา (Zimbra) กล่าวว่า
เพื่อปกป้องการดำเนินงานภายใต้การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
ที่เข้มงวดมากขึ้น
เอสเอ็มอีไทยจำเป็นต้องมองอีเมลเป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ป้องกันภัยทางดิจิทัล
เพราะราคาของการนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลยนั้นสูงมาก
การถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวอาจเพียงพอที่จะทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้า
นำมาซึ่งบทลงโทษทางกฎหมาย
และกระทบกระแสเงินสดของธุรกิจที่ดำเนินงานด้วยอัตรากำไรที่บางอยู่แล้ว
อีเมล ‘จุดตาย’ เอสเอ็มอีไทย
ซิมบราระบุว่า
เพื่อการเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยอีเมลและสนับสนุนความต่อเนื่องทางธุรกิจในระยะยาวต้องมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและคำนึงถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากร
ทำให้ความปลอดภัยเป็นเรื่องง่ายตั้งแต่ต้น
: เอสเอ็มอีมักมีทรัพยากรจำกัด
และความปลอดภัยไซเบอร์มักถูกเบียดให้กลายเป็นเรื่องรอง
ตามหลังงานประจำวันอย่างการจัดการสต็อกและบริการลูกค้า
เจ้าของธุรกิจมักต้องรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบไอทีด้วยตัวเอง
ทำให้เครื่องมือความปลอดภัยที่ซับซ้อนหรือกระจัดกระจายทำงานยากและสร้างภาระ
ส่งผลให้การอัปเดตซอฟต์แวร์ล่าช้า การติดตั้งแพตช์ถูกมองข้าม
และเกิดช่องโหว่ที่อาชญากรไซเบอร์สามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที
ทางออกที่ดีที่สุดคือการเลือกใช้แพลตฟอร์มที่มีระบบความปลอดภัยระดับสูงฝังมาในตัวตั้งแต่แรก
โดยเฉพาะโครงสร้างแบบ open-core ที่รวมการป้องกันหลักไว้กับการอัปเดตอัตโนมัติและความยืดหยุ่นในการปรับแต่งให้เข้ากับแต่ละพื้นที่โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญหรือทีมงานเพิ่มเติม
นำระบบป้องกันอัตโนมัติที่ทรงพลังมาใช้งาน
: การกรองอีเมลแบบพื้นฐานไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามที่มีต้นทุนสูง เช่น
การหลอกลวงผ่านอีเมล (Business Email Compromise:BEC)
การโจมตีประเภทนี้มักใช้การแอบอ้างและวิศวกรรมสังคม
ซึ่งสามารถก่อความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงอย่างรุนแรง
หน่วยงานของไทยประมาณการว่าปัจจุบันประเทศสูญเสียเงินจากการหลอกลวงออนไลน์ประมาณ
70 ล้านบาทต่อวัน
เอสเอ็มอีจำเป็นต้องมีระบบป้องกันที่ทำงานอัตโนมัติ
มีประสิทธิภาพ และดูแลรักษาได้ไม่ยาก
การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัยที่บังคับใช้กับทุกบัญชี
เป็นการเพิ่มชั้นป้องกันที่สำคัญด้วยรหัสที่จำกัดเวลาใช้
ซึ่งการโจมตีอัตโนมัติยากจะก้าวข้ามไปได้ เมื่อนำมาผสานกับการกรองข้อความอัจฉริยะ
การตรวจสอบผู้ส่ง และการวิเคราะห์พฤติกรรม
การป้องกันแบบหลายชั้นนี้จะทำงานต่อเนื่อง
พร้อมกันนั้นก็ลดภาระของทีมงานที่มีอยู่อย่างจำกัด
ผลลัพธ์คือไม่เพียงลดจำนวนการโจมตีที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังช่วยให้ เอสเอ็มอี
โฟกัสกับการดูแลลูกค้าแทนที่จะต้องวิ่งไล่ดับไฟภัยคุกคามตลอดเวลา
เร่งสร้าง ’อธิปไตยข้อมูล’
สร้างความเชื่อมั่นด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายและอธิปไตยของข้อมูล
: แม้ประเด็นอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) มักถูกมองว่าเป็นความกังวลของบริษัทขนาดใหญ่หรือหน่วยงานรัฐ
แต่สำหรับเอสเอ็มอีไทยแล้ว เรื่องนี้สำคัญไม่แพ้กัน
ธุรกิจต่าง ๆ
ล้วนจัดการข้อมูลลูกค้าที่ละเอียดอ่อนทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดการจอง
ข้อมูลการชำระเงิน ความชื่นชอบส่วนตัว หรือที่อยู่จัดส่ง
หากข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ
ธุรกิจจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายของต่างประเทศและอาจถูกขอเข้าถึงข้อมูลนอกเขตอำนาจไทย
ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมายและทำให้ลูกค้าเสียความเชื่อมั่น
แพลตฟอร์มที่รองรับการติดตั้งแบบไฮบริดหรือ
on-premises
จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่
พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าอย่างลึกซึ้ง
ในตลาดที่ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวเพิ่มสูงขึ้นและการบังคับใช้
PDPA
มีให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
ความสามารถนี้กลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงแข่งขัน
วันนี้การเก็บข้อมูลไว้ในประเทศไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
แต่เป็นวิธีปฏิบัติที่ช่วยปกป้องชื่อเสียงและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
สร้างวัฒนธรรม ‘เฝ้าระวัง’
สร้างวัฒนธรรมการเฝ้าระวัง :
ขณะที่เทคโนโลยีเป็นรากฐานที่สำคัญ แต่พนักงานก็ยังคงเป็นจุดเปราะบางที่สุดเสมอ
อาชญากรไซเบอร์เล็งเป้าที่วิจารณญาณของมนุษย์ผ่านการโจมตีแบบฟิชชิง ดีพเฟค
และการปลอมตัวที่ซับซ้อน ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันให้เข้ากับภาษาไทยและบริบทธุรกิจท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อย
ๆ
โปรแกรมฝึกอบรมที่เจาะจงและตรงกับภัยคุกคามจริงในธุรกิจไทย
จะช่วยให้พนักงานสามารถรับรู้และรายงานการสื่อสารที่น่าสงสัยได้ การอบรมแบบสั้น ๆ
ให้บ่อยครั้ง และน่าสนใจ
จะเปลี่ยนพนักงานให้กลายเป็นแนวป้องกันชั้นแรกที่มีประสิทธิภาพ
เมื่อรวมกับเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่ใช้งานง่าย
มนุษย์เราจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้กลยุทธ์ป้องกันสมบูรณ์และยากที่ผู้โจมตีจะเจาะทะลุได้
ความเชื่อมั่นและชื่อเสียงของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ทีมงานที่ได้รับข้อมูลและเฝ้าระวังดี
จะเป็นปัจจัยกำหนดความแตกต่างระหว่างการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ
กับการเผชิญกับการรั่วไหลของข้อมูลที่สร้างความเสียหายรุนแรง
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 20 เมษายน 2569