เพื่อน ๆ รู้กันมั้ยครับว่าทุกวันนี้…
หากโรงงานหรือธุรกิจยังทำงานทุกขั้นตอน “ด้วยคนเพียงอย่างเดียว” คำถามสำคัญคือ
เรากำลังเสียเวลา ต้นทุน และโอกาสไปมากแค่ไหน
เพราะว่าในปัจจุบันนี้สำหรับโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ การใช้ระบบ “Automation”
ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นฐานของการแข่งขันไปแล้ว
ซึ่งเหตุผลที่ระบบ Automation
ถูกพูดถึงมากขึ้น ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างเดียว แต่เพราะ Automation
ช่วยให้การทำงานได้จริงๆ
และใช้ต้นทุนที่ไม่ได้แพงเหมือนสมัยก่อนแล้วนะครับ ซึ่งข้อดีหลักๆ คือ
· เร็วขึ้น
·
แม่นยำขึ้น
·
ลดความผิดพลาดจากมนุษย์
· และควบคุมคุณภาพได้สม่ำเสมอ
ดังนั้หากโรงงานมีการนำระบบ Automation
เข้า มาใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนในระยะยาว
และแน่นอนคือการที่เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันให้บริษัทนะครับ
หากเพื่อนๆ มองไม่เห็นภาพลองนึกถึง
“ประตูอัตโนมัติที่เปิดเองเมื่อมีคนเดินผ่าน” หรือ
“เครื่องจักรในโรงงานที่ทำงานตามโปรแกรมโดยไม่ต้องมีคนยืนคุมตลอดเวลา”
สิ่งเหล่านี้คือ Automation ระบบที่รับรู้
คิด และสั่งงานเครื่องจักรให้ทำงานเองตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
ในทางกลับกันถ้าใช้คนที่การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพที่อาจจะต่ำกว่า
และใช้เวลานานกว่านั่นเองครับ ดังนั้นสำหรับบทความนี้ทางนายช่างมาแชร์จะมาแชร์ความรู้เรื่องของ
Automation แบบ 101
ที่เรียกว่าตั้งใจให้เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อที่เพื่อนๆ
จะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อไปนั่นเองนะครับผม
ระบบ Automation ในโรงงานอุตสาหกรรมคืออะไร?
มากันครับเพื่อนๆ สำหรับนิยามของระบบ “Automation”
หรือ “ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ” ในโรงงานอุตสาหกรรม คือ
การนำหลักวิศวกรรมควบคุมมาใช้ให้ “เครื่องจักรและกระบวนการผลิตทำงานได้เอง”
(ย้ำว่าทำได้เองแบบสมบรูณ์นะครับ) ซึ่งจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
(ในโปรแกรมนั่นเองครับ)
โดยเจ้าระบบ Automation
สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติใช่มั้ยครับ? ดังนั้นจุดเด่นแรกเลยตรงๆ
คือ “ช่วยลดการพึ่งพาแรงงานคน” และสิ่งที่ตามมาคือ ลดความผิดพลาด
และควบคุมคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ทั้ง 3 ส่วนหลักๆด้วยกัน Sensor
(ตัวรับรู้) , Controller (สมองของระบบ) และ Actuator
(ตัวทำงาน) นั่นเองครับ งั้นเดี๋ยวเราพาไปดูส่วนประกอบหลักๆ
กันต่อนะครับ
องค์ประกอบหลักของระบบอัตโนมัติ Automation
ระบบ Automation ในโรงงานอุตสาหกรรม แม้ว่าจะดูซับซ้อนมากๆ แต่ในมุมมองเชิงวิศวกรรมแล้ว
เราสามารถอธิบายได้จาก “โครงสร้างหลักเพียงแค่ 3 ส่วน”
เท่านั้นเองนะครับ ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะทำงานร่วมกันตลอดเวลาครับ
โดยเราไปดูในแต่ละส่วนกันนะครับ
1.
ตัวรับรู้ (Sensor) – ดวงตาและหูของระบบ
มาที่ตัวแรกกันนะครับ คือ “Sensor”
คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ “รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหน้างาน”
เรียกได้ว่าเปรียบเสมือนดวงตาและประสาทสัมผัสของระบบ Automation นะครับ
โดยที่ Sensor จะตรวจจับค่าทางกายภาพ (Physical Properties) ต่าง ๆ
เช่น
· อุณหภูมิ
(Temperature)
·
ความดัน (Pressure)
·
ระดับน้ำหรือของเหลว (Level)
·
ความเร็ว
หรือรอบการหมุน (Speed)
· ตำแหน่ง
หรือการมี–ไม่มีวัตถุ (Position and Tracking)
จากนั้น Sensor จะเปลี่ยนค่าที่ตรวจจับได้ให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า
เพื่อส่งต่อไปยังระบบควบคุม (Controller) ในข้อถัดไปนั่นเองครับ
ลองคิดเล่นๆกันนะครับว่าหากไม่มี Sensor ระบบ Automation
จะไม่รู้ว่า “หน้างานกำลังเกิดอะไรขึ้น”
2.
ตัวคิดและสั่งงาน (Controller) – สมองของระบบ Automation
ต่อมานะครับ Controller
ทำหน้าที่เป็นเหมือน “สมองของระบบ Automation” ยกตัวอย่างที่เราเจอกันบ่อยๆ นะครับ เช่น ระบบ PLC, DCS หรือ Industrial Computer Controller โดยขั้นตอนการทำงาน
คือ จะรับข้อมูลจาก Sensor
แล้วนำไปประมวลผลตามโปรแกรม Logic
หรือ เงื่อนไขที่วิศวกรออกแบบไว้ เช่น
· ถ้าอุณหภูมิสูงเกินค่าที่ตั้งไว้
→
สั่งหยุดเครื่อง
·
ถ้าระดับน้ำต่ำ →
สั่งเปิดปั๊ม
· ถ้ามีชิ้นงานเข้ามา
→
สั่งให้เครื่องจักรเริ่มทำงาน
ดังนั้น Controller จึงเป็นส่วนที่ “คิดและตัดสินใจ” ว่าควรทำอะไรต่อไป
3.
ตัวลงมือทำ (Actuator) – แขนขาของระบบ
มาในส่วนของส่วนสุดท้ายกันนะครับ คือ Actuator
ซึ่งอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ “ลงมือทำงานจริง” ตามคำสั่งจาก Controller
เปรียบเสมือนแขนและขาของระบบ Automation
นั่นเองครับผม
· ขอยกตัวอย่าง
Actuator
ที่พบได้บ่อยในโรงงาน เช่น
·
มอเตอร์ไฟฟ้า →
ทำให้เกิดการหมุนหรือการเคลื่อนที่
·
วาล์ว →
เปิด–ปิด หรือควบคุมการไหล
·
กระบอกลม /
กระบอกไฮดรอลิก → ดัน ดึง ยก กด
· หุ่นยนต์อุตสาหกรรม
→
หยิบจับหรือประกอบชิ้นงาน
สรุปการทำงานของระบบ Automation
ถัดมาทางนายช่างมาแชร์ขการทำงานร่วมกันของระบบ
Automation
ขอทำสรุปแบบง่ายที่สุดนะครับ
Sensor
รับรู้ →
Controller
คิด →
Actuator
ลงมือทำ
ทั้ง 3
ส่วนนี้จะทำงานวนซ้ำตลอดเวลา ทำให้ระบบ Automation สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ
เสถียร
และทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องพึ่งคนตลอดเวลานั่นเอง
ระบบ Automation ที่ดี ไม่ใช่แค่มีเครื่องจักรทันสมัย แต่ต้องมีการออกแบบ Sensor,
Controller และ Actuator
ให้ทำงานสอดคล้องกันอย่างเหมาะสมกับกระบวนการผลิตนี่คือ
“หัวใจของ Automation ในโรงงานอุตสาหกรรม”
อย่างแท้จริงนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความถัดๆ ไปนะครับ
ที่มา :
mmthailand
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569