สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย
(THECA:
Thai e-Commerce Association) หรือสมาคมฯ อีคอมเมิร์ซ
ได้รวมตัวเข้ายื่นข้อมูลผลกระทบจากแพลตฟอร์มดิจิทัลต่อรัฐสภา
เพื่อผลักดันมาตรการคุ้มครอง
และสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้สามารถแข่งขันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น
กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมฯ
อีคอมเมิร์ซ กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 3-6 เดือน
พร้อมตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรงเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มในลักษณะเดียวกับหลายประเทศ
เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ และ อินโดนีเซีย
ที่มีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างจริงจัง
ทั้งนี้
การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา
ได้สร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างหนัก
โดยปัจจุบันมีกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบที่รวมตัวกันผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กแล้วราว 8,000-9,000 ราย
สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในภาคธุรกิจออนไลน์ไทย
ทั้งนี้ สมาคมฯ อีคอมเมิร์ซ
จึงได้ยื่นข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ 3 ด้าน
ได้แก่
· การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม
·
การผลักดันมาตรการเชิงนโยบายอย่างจริงจัง
· การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้
ในด้านการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม
สมาคมต้องการให้หน่วยงานรัฐเข้ามาศึกษา และควบคุมโครงสร้างค่าธรรมเนียมต่างๆ
อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะหน่วยงานอย่าง สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
(กขค.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA
รวมถึงกระทรวงพาณิชย์
เพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงเกินสมควร และไม่มีเพดานควบคุม
ขณะเดียวกัน สมาคมฯ อีคอมเมิร์ซ
มองว่าการแก้ปัญหาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการศึกษา
แต่ต้องมีมาตรการที่นำไปปฏิบัติได้จริง
โดยเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานกลางที่มีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน
เข้ามาร่วมกำกับดูแล รับเรื่องร้องเรียน และแถลงแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบาง
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ
การผลักดันนโยบาย “Thai First” เพื่อสนับสนุนสินค้าและผู้ประกอบการไทย
รวมถึงใช้มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ขายที่จดทะเบียนถูกต้องในประเทศไทย
ลดความได้เปรียบของผู้ค้าต่างชาติ และป้องกันเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลออกนอกประเทศ
เธอเปิดเผยเพิ่มเติมว่า
สมาคมได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการไทยกว่า 500 ราย
ในช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2569 พบว่า
ปัญหาหลักที่ผู้ค้าส่วนใหญ่เผชิญคือ
การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และไม่มีเพดานกำกับ
หลายแพลตฟอร์มมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแทบทุกไตรมาส
ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวม หรือ Take-rate พุ่งสูงถึง
22-40% อีกทั้งยังมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน
จนผู้ประกอบการต้องรับภาระภาษีจากรายได้ที่ไม่ใช่กำไรจริง
นอกจากนี้
ผู้ค้าชาวไทยยังเผชิญการแข่งขันที่เสียเปรียบจากร้านค้าต่างประเทศ
ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า ทั้งในด้านภาษีนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
และมาตรฐานสินค้า ขณะเดียวกันยังพบปัญหาการลอกเลียนรูปภาพ
และสินค้าแบรนด์ไทยไปจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าทุน
ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง
อีกประเด็นที่ถูกสะท้อนอย่างหนักคือ
นโยบายคืนสินค้า และคืนเงินของแพลตฟอร์มที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรมต่อร้านค้า
โดยหลายกรณีแพลตฟอร์มตัดสินให้ผู้ซื้อชนะข้อพิพาท แม้ผู้ขายจะมีหลักฐานชัดเจน
ขณะที่ร้านค้าต้องรับภาระค่าขนส่งทั้งไป และกลับ หากลูกค้าเปลี่ยนใจคืนสินค้า
และเมื่อสินค้าถูกส่งกลับมาก็มักเกิดความเสียหาย แต่กลับเคลมได้ยาก
ในส่วนของระบบขนส่ง
ผู้ประกอบการจำนวนมากระบุว่า แพลตฟอร์มมีลักษณะบังคับให้ใช้ระบบขนส่งของตนเอง
ไม่เปิดทางให้เลือกผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่
อีกทั้งยังพบปัญหาการคำนวณน้ำหนักสินค้าเกินจริง เช่น สินค้าน้ำหนักเพียง 160 กรัม แต่กลับถูกคิดค่าขนส่งในอัตราเทียบเท่าสินค้าน้ำหนัก 60 กิโลกรัม
รวมถึงกฎระเบียบด้านการจัดส่งที่เข้มงวดจนร้านค้าถูกหักคะแนนได้ง่าย
ขณะเดียวกัน
หลายร้านค้ายังมองว่าแพลตฟอร์มใช้โมเดล “Pay to Play” หรือการบีบให้ซื้อโฆษณา และเข้าร่วมแคมเปญโปรโมชัน หากร้านค้าไม่เข้าร่วม
ระบบก็จะลดการมองเห็นสินค้า หรือเกิดลักษณะคล้าย Shadow Ban ทำให้ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาที่เกิดจากโคดส่วนลดจำนวนมาก
ยังส่งผลให้โครงสร้างราคาสินค้าเสียสมดุล
และกระทบต่อการทำตลาดในช่องทางอื่นของผู้ประกอบการไทยด้วย
ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพวิกฤติของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์
ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุน ค่าธรรมเนียม และการแข่งขันจากต่างชาติ
จนกำไรสุทธิเฉลี่ยเหลือเพียง 2.3% หากภาครัฐยังไม่เร่งเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจังอาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถอยู่รอดได้
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 15 พ.ค. 2569