กระแสความสนใจในหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์
หรือที่เรียกกันว่า “Humanoid Robot” พุ่งสูงขึ้นในแวดวงการลงทุนระดับโลก
หลังผู้บริหารและนักวิเคราะห์ชั้นนำประเมินตรงกันว่าเทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ
มาซาโยชิ ซัน ซีอีโอของ SoftBank
ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า Physical AI หรือเอไอที่แสดงตัวในรูปแบบกายภาพ หมายถึง
ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่ได้ทำงานอยู่แต่ในซอฟต์แวร์หรือหน้าจอ
แต่ถูกฝังเข้าไปในร่างกายของหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหว
หยิบจับสิ่งของ และปฏิบัติงานในโลกจริงได้ จะเป็นแหล่งกำเนิดของบริษัทมูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์รายถัดไปของโลก
·
Barclays ชี้ตลาดโตได้100เท่าใน10ปี
หนึ่งในผู้ที่ศึกษาแนวโน้มนี้อย่างจริงจัง
คือ ซอร์นิตซา โทโดโรวา หัวหน้าฝ่ายวิจัยเชิงธีมด้านตราสารหนี้ สกุลเงิน
และสินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคาร Barclays และหนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงานชื่อ
AI Gets Physical ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อต้นเดือนมิถุนายน
โทโดโรวา ให้สัมภาษณ์ในรายการ Squawk
Box Europe ของซีเอ็นบีซีว่า “นี่คือทศวรรษของหุ่นยนต์” พร้อมชี้ว่า
แม้ตลาดหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ในปัจจุบันจะยังมีขนาดเล็กมาก โดยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ
2,000 - 3,000 ล้านดอลลาร์ แต่ Barclays คาดการณ์ว่าตลาดดังกล่าวจะขยายตัวสู่ระดับ
200,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 หรือเติบโตขึ้นประมาณ 100
เท่าตัวในระยะเวลาเพียงทศวรรษเดียว
รายงานของ Barclays
ระบุว่า หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ถือเป็น “ระบบอัตโนมัติรุ่นที่ 3” หรือ Automation
3.0
ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เข้ามาต่อยอดจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมและซอฟต์แวร์อัตโนมัติในยุคก่อนหน้า
โดยมีแรงผลักดันสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานทั่วโลก
ทั้งการที่ประชากรในหลายประเทศกำลังแก่ตัวลง
การขยายตัวของเมือง และทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการทำงานบางประเภท
ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในระดับที่แก้ไขได้ยากด้วยวิธีเดิม
งานที่มักถูกเรียกว่า 3D
Jobs ได้แก่ งานสกปรก (Dirty) เช่น เก็บขยะ
ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ล้างถังบำบัดน้ำเสีย ทำความสะอาดโรงงานอุตสาหกรรม
ทำงานในฟาร์มปศุสัตว์หรือโรงฆ่าสัตว์
งานน่าเบื่อซ้ำซาก (Dull)
และงานอันตราย (Dangerous) คืองานที่รายงานมองว่าเหมาะกับการนำหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มากที่สุด
และขณะนี้ก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
โทโดโรวา อธิบายว่า
ในปัจจุบันหุ่นยนต์เหล่านี้เริ่มถูกนำไปใช้ในงานพื้นฐานที่มีรูปแบบชัดเจนแล้ว เช่น
การยกกล่องสินค้า การหยิบชิ้นส่วนบนสายการผลิต หรือการทำงานซ้ำๆ ในโรงงาน
ซึ่งล้วนเป็นตำแหน่งที่หลายแห่งหาแรงงานมนุษย์มาทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม โทโดโรวายอมรับตรงๆ
ว่าเทคโนโลยียังคงอยู่ในช่วงพัฒนา
และยังมีงานอีกมากที่ต้องทำก่อนที่หุ่นยนต์จะสามารถรับมือกับงานซับซ้อนได้เต็มรูปแบบ
แต่สิ่งที่เธอเน้นย้ำคือความเร็วของการพัฒนา
โดยเฉพาะโมเดลเอไอที่สามารถประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์แบบเรียลไทม์ได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
โอกาสใหญ่ที่สุดในตลาดตะวันตกจะเกิดขึ้นเมื่อ
Physical
AI เริ่มบุกเข้าสู่ภาคบริการ
เพราะนั่นคือส่วนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลักของประเทศตะวันตก
และเมื่อถึงวันนั้น ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงงานหรือคลังสินค้า
แต่จะขยายเข้าไปสู่ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป
·
สองระลอกการเปิดตัวหุ่นยนต์
Barclays
คาดการณ์ว่า การนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ไปใช้งานจะเกิดขึ้นเป็น 2
ระลอกใหญ่ ระลอกแรกกำลังดำเนินอยู่แล้วในขณะนี้
และคาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงประมาณปี 2573 โดยเน้นในภาคการผลิต โลจิสติกส์
เกษตรกรรม และการก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่มีโครงสร้างชัดเจนและสามารถกำหนดขั้นตอนการทำงานให้หุ่นยนต์ปฏิบัติตามได้ไม่ยาก
หลังปี 2573 เป็นต้นไป
จะเข้าสู่ระลอกที่สอง
ซึ่งหุ่นยนต์จะเริ่มเข้าไปทำงานในภาคส่วนที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์โดยตรงมากขึ้น
ได้แก่ การดูแลสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ การศึกษา และธุรกิจบริการต่างๆ
รวมถึงการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่ต้องการความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ในระดับที่สูงกว่างานในโรงงานทั่วไป
·
จีนมหาอำนาจหุ่นยนต์ทิ้งห่างโลกตะวันตก
ประเด็นที่รายงานของ Barclays
ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ บทบาทของจีนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์โลก
โดยระบุว่าจีนได้กลายเป็นทั้ง “มหาอำนาจด้านหุ่นยนต์” และ “ห้องทดลองนวัตกรรม”
ของโลกไปพร้อมกัน
จีนติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมประมาณ
300,000 ตัวต่อปี คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนการติดตั้งทั่วโลก
ในขณะที่สหรัฐติดตั้งเพียงประมาณ 34,000 ตัว และตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา
ความหนาแน่นของหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมจีนเพิ่มขึ้นถึง 600%
จนปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 500 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน
ในส่วนของหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์โดยเฉพาะ
จีนครองความเป็นผู้นำทั้งด้านการผลิตและการนำไปใช้งานจริง โดยคิดเป็น 85%
ของการติดตั้งทั่วโลกในปีที่ผ่านมา
และข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้จีนทิ้งห่างคู่แข่งได้คือ ต้นทุนการผลิต
โดยหุ่นยนต์หนึ่งตัวในจีนมีต้นทุนเฉลี่ยราว 50,000 ดอลลาร์
หรือถูกกว่าผู้ผลิตในสหรัฐและยุโรปประมาณครึ่งหนึ่ง
แดน ไอฟส์
(กรรมการผู้จัดการและนักวิเคราะห์หุ้นอาวุโสของ Wedbush
Securities ยืนยันกับซีเอ็นบีซีในทิศทางเดียวกันว่า
จีนคือผู้นำที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมนี้ขณะนี้ ในขณะที่สหรัฐยังอยู่ในโหมดไล่ตาม
·
เอเชียคือหัวใจของการลงทุนครั้งนี้
เจสัน พิดค็อก ผู้จัดการกองทุน Asian
Income Fund มูลค่า 3,690 ล้านดอลลาร์ ของบริษัทจัดการสินทรัพย์ Jupiter
กล่าวว่า หากมองไปอีก 10 ปีข้างหน้า โลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหุ่นยนต์
เขาคาดการณ์ว่า ในอนาคต
หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จะปรากฏอยู่ทุกที่ ทั้งในโรงงาน กองทัพ และหน่วยงานรัฐบาล
และอาจถึงขั้นที่ผู้คนมีหุ่นยนต์ลักษณะนี้ใช้งานอยู่ภายในบ้าน โดยเขาบอกว่าในอีก
10 ปี แทบทุกคนจะมีคนรู้จักหรือสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเจ้าของหุ่นยนต์มนุษย์สักเครื่องหนึ่ง
พิดค็อก
เชื่อว่าการขยายตัวของหุ่นยนต์จะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้
เพราะการสร้างหุ่นยนต์เพียงหนึ่งตัวต้องอาศัยทั้งห่วงโซ่การผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
ซึ่งหมายความว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะสร้างผลประโยชน์เป็นวงกว้างให้กับผู้เล่นในหลายภาคส่วนพร้อมกัน
เขายังมองว่า
เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มดังกล่าว
และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่กองทุนของเขาเลือกลงทุนหนักในบริษัทเทคโนโลยีของเอเชีย
โดยพอร์ตการลงทุนหลักในปัจจุบันประกอบด้วย MediaTek, TSMC,
Samsung Electronics, Foxconn, ST Engineering และ Singtel ซึ่งกองทุน Asian Income ให้ผลตอบแทนสูงถึง 49.2%
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานับถึงสิ้นเดือนเมษายน 2568
พิดค็อกถือหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
เพราะเขาเลือกเล่นธีม “การบริโภค” ผ่านหุ้นเทคโนโลยีแทน
โดยมองว่าผู้บริโภคในอนาคตจะนำเงินดิสเครชันนารี
หรือเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายจำเป็นไปกับสินค้าเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดโทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์
หรือในที่สุดก็อาจรวมถึงการซื้อหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เครื่องแรกของตนเอง
·
โอกาสระดับล้านล้าน
แต่ต้องระวังความเสี่ยง
แดน ไอฟส์ จาก Wedbush
Securities ระบุกับซีเอ็นบีซีว่า
หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์อาจกลายเป็นหนึ่งในโอกาสทางการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในยุคเอไอ
โดยเขาเรียกมันว่า “ไข่ทองคำ” ของ Physical AI และบอกว่าเทคโนโลยีนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของ
Tesla ที่กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ Optimus อยู่
ไอฟส์ บริหาร AI
Revolution ETF ของ Wedbush ที่ให้ผลตอบแทน
4.19% ในปีนี้ โดยถือหุ้นหลักในบริษัทผู้ผลิตชิปอย่าง Micron Technology,
AMD, Broadcom และ Nvidia
อย่างไรก็ตาม
เขาชี้ให้เห็นจุดที่นักลงทุนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ยากในตอนนี้ว่า
บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จำนวนมากยังเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
เขาคาดว่า
ตลาดโดยรวมจะมีมูลค่าระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษหน้า
และจะเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคและการดำเนินงานของภาคธุรกิจ
ทว่าไอฟส์ก็ย้ำในตอนท้ายว่า
แม้หุ่นยนต์จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
การขยายตัวของเทคโนโลยีนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาและกำกับดูแลอย่างรอบคอบควบคู่กันไป
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 15 มิ.ย. 2569