ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติในเมืองและชุมชนที่ปลอดภัย
ยังมีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD)
และประชาชนตามแนวชายแดนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงจาก
"ทุ่นระเบิด" และ "วัตถุระเบิดตกค้างจากความขัดแย้ง"
ที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
เป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
ทุกก้าวที่เดินเข้าไปในพื้นที่ต้องอาศัยความระมัดระวังสูงสุด
เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียชีวิต อวัยวะ
หรือทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่
จากโจทย์ความท้าทายดังกล่าว
นักวิจัยและนักพัฒนา FIBO Technovation ได้แก่
นายบุญเลิศ มณีฉาย นายศุภกร ชั้นเจริญศรี นายอาทิตย์ จุลคณานุศาสตร์ นายธีรภัทร
เขษมเวสารัชวุฒิ นายทศพร บุญแท้ และนายอิสรินทร์ เสาะสูงเนิน
จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกันพัฒนา "Pathfinder
UGV" หรือ "หุ่นยนต์เบิกทาง"
นวัตกรรมหุ่นยนต์ภาคพื้นดินแบบบังคับระยะไกลที่ถูกออกแบบมาเพื่อเข้าไปทำหน้าที่แทนมนุษย์ในพื้นที่อันตราย
ลดความเสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจหา
ระบุตำแหน่งทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ได้รับการกู้ทำลาย
นายบุญเลิศ กล่าวว่า
ทีมวิจัยพัฒนาหุ่นยนต์เบิกทางมาอย่างต่อเนื่อง
โดยเริ่มจากการศึกษาหุ่นยนต์สี่ขาที่มีความคล่องตัวสูง
แต่พบว่ามีต้นทุนการพัฒนาและการบำรุงรักษาสูงเกินความจำเป็นสำหรับการใช้งานจริงในพื้นที่เสี่ยง
จึงปรับแนวคิดมาสู่การพัฒนาหุ่นยนต์ล้อที่เรียบง่าย แข็งแรง
และตอบโจทย์ภารกิจได้ดีกว่า
“เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างหุ่นยนต์ที่ซับซ้อนที่สุด
แต่คือการสร้างเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ได้จริง เราออกแบบ Pathfinder
UGV ภายใต้แนวคิดหุ่นยนต์พร้อมปฏิบัติภารกิจในพื้นที่อันตรายด้วยต้นทุนที่เหมาะสม
หากเกิดความเสียหายก็สามารถซ่อมแซมหรือผลิตทดแทนได้รวดเร็ว
เพราะใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่หาได้ในประเทศ
ที่สำคัญคือหุ่นยนต์พังเราสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตของผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถทดแทนได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาเพื่อให้หุ่นยนต์เป็นผู้รับความเสี่ยงแทนมนุษย์ในพื้นที่อันตราย”
การพัฒนา Pathfinder UGV เริ่มต้นจากโจทย์ความต้องการของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC)
ที่ต้องการเครื่องมือช่วยตรวจหาทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างที่ใช้งานได้จริงในภาคสนาม
และมีต้นทุนไม่เกิน 100,000 บาท
ทีมวิจัยจึงออกแบบหุ่นยนต์ให้ตอบโจทย์การใช้งานของเจ้าหน้าที่มากที่สุด
ทั้งในด้านความคล่องตัว ความแม่นยำ และความปลอดภัย
โดยติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามภารกิจ
พร้อมระบบรักษาระดับหัวตรวจอัตโนมัติที่ช่วยให้การสแกนมีประสิทธิภาพแม้ในพื้นที่ขรุขระ
หุ่นยนต์สามารถตรวจจับโลหะใต้ดินได้ลึกประมาณ
0.5 - 1 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ด้านหน้ากว้างราว 1 เมตร
และส่งภาพจากกล้องแบบเรียลไทม์มายังสมาร์ทโฟนของผู้ควบคุม
ซึ่งสามารถปฏิบัติงานอยู่ห่างจากพื้นที่เสี่ยงประมาณ 20-30 เมตร
เป็นระยะที่ผู้ควบคุมจะปลอดภัย ไม่ได้รับอันตรายจากแรงระเบิด
“เราออกแบบทุกองค์ประกอบจากสภาพการทำงานจริงของเจ้าหน้าที่
ตั้งแต่ขนาดตัวรถที่กว้างเพียง 50
เซนติเมตรที่เป็นระยะความกว้างเท่าตัวคนจริงเพื่อให้วิ่งผ่านทางเดินในป่าได้สะดวก
ไปจนถึงระบบแจ้งเตือนเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย
เป้าหมายคือให้หุ่นยนต์เป็นด่านหน้าในการสำรวจพื้นที่อันตราย
เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายศุภกร
กล่าว
ปัจจุบัน Pathfinder UGV ผ่านการทดสอบจนมีความพร้อมในระดับ TRL 7 และ SRL
7 ซึ่งหมายถึงสามารถใช้งานและทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงได้
รวมถึงมีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรมผู้ใช้งาน
โดยทีมวิจัยได้ร่วมทดสอบกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ
(TMAC)
ในสภาพพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับการปฏิบัติงานจริง ทั้งสนามหญ้า
พื้นหิน และพื้นที่ที่มีรากไม้
พร้อมใช้เปลือกระเบิดโลหะจำลองเป็นเป้าหมายในการตรวจจับ
ผลการทดสอบพบว่าหุ่นยนต์สามารถตรวจจับและระบุตำแหน่งวัตถุได้อย่างถูกต้องในระดับ
80-90%
“ผลลัพธ์ที่ได้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าระบบสามารถช่วยสนับสนุนภารกิจภาคสนามได้จริง
อย่างไรก็ตาม เรายังคงเดินหน้าพัฒนาต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบล้อให้สามารถข้ามรากไม้หรือสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น
รวมถึงเพิ่มความเสถียรของระบบสื่อสารในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง
เพื่อให้หุ่นยนต์มีความพร้อมสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายมากยิ่งขึ้นในอนาคต”
นายศุภกร กล่าวถึงการต่อยอดในอนาคต
นายบุญเลิศ กล่าวว่า คุณค่าของ Pathfinder
UGV ไม่ได้อยู่ที่ตัวหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้คนและความมั่นคงของประเทศ
“ด้วยต้นทุนการผลิตเพียงประมาณ 100,000
บาทต่อเครื่อง
เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดการพึ่งพาระบบนำเข้าราคาหลักล้านบาทจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกันยังใช้อุปกรณ์ที่หาได้ในประเทศ ทำให้สามารถซ่อมบำรุง ผลิตซ้ำ
และต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่ออุตสาหกรรมหุ่นยนต์และห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีของไทย
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย
เพราะทุกครั้งที่หุ่นยนต์ถูกส่งเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ก่อน
นั่นหมายถึงโอกาสที่คนจะปลอดภัยมากขึ้น ลดความกังวลของครอบครัว
ลดความสูญเสียของหน่วยงาน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย
นอกจากนี้เทคโนโลยียังสามารถต่อยอดไปสู่ภารกิจค้นหาและกู้ภัย
การสำรวจพื้นที่ภัยพิบัติ หรือภารกิจด้านความมั่นคงอื่น ๆ ได้ในอนาคต
จึงนับเป็นการลงทุนด้านวิจัยที่สร้างผลตอบแทนทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม
และความมั่นคงของประเทศไปพร้อมกัน”
Pathfinder
UGV คืออีกตัวอย่างของงานวิจัยไทยที่ต่อยอดจากปัญหาจริงของประเทศ
สู่เทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องชีวิตผู้คนด้วยองค์ความรู้และการพัฒนาของคนไทย
คุณค่าของนวัตกรรมนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวหุ่นยนต์
แต่อยู่ที่ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นของเจ้าหน้าที่และชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัย
เป็นภาพสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคงได้ด้วยตนเอง
เป็นนวัตกรรมที่ดูแลคนไทยและประเทศได้จริง.
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 13 กรกฎาคม 2569